น้ำท่วมกับ Cybersecurity อาจดูเหมือนเป็นความเสี่ยงคนละด้าน แต่สำหรับองค์กรที่พึ่งพาระบบดิจิทัลในการดำเนินธุรกิจ ภัยธรรมชาติสามารถส่งผลกระทบต่อ IT Infrastructure, Network, Data และ Business Continuity ได้โดยตรงหรือโดยอ้อม
เมื่อเกิดน้ำท่วม สำนักงาน โรงงาน หรือศูนย์ข้อมูลบางแห่งอาจไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ พนักงานจำเป็นต้องเปลี่ยนไปทำงานจากสถานที่อื่น ขณะที่ทีม IT ต้องเร่งรักษาความพร้อมใช้งานของระบบและข้อมูลสำคัญ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้
นอกจากผลกระทบทางกายภาพแล้ว สถานการณ์ฉุกเฉินยังอาจทำให้รูปแบบการเข้าถึงระบบเปลี่ยนแปลง เพิ่มภาระให้ทีม IT และเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีใช้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นบริบทในการโจมตี เช่น Phishing และ Social Engineering
ดังนั้น องค์กรจึงควรให้ความสำคัญกับ Cyber Resilience, Cybersecurity และ Business Continuity ควบคู่กับการเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติ เพื่อช่วยลดผลกระทบและเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
Cyber Resilience คือความสามารถขององค์กรในการเตรียมพร้อม รับมือ ตอบสนอง ฟื้นฟู และดำเนินงานต่อไปได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อระบบสารสนเทศและการดำเนินธุรกิจ
แนวคิดนี้ครอบคลุมมากกว่าการป้องกัน Cyber Attack โดยรวมถึงการเตรียมระบบสำรอง การกู้คืนข้อมูล การจัดการเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย และการรักษาความต่อเนื่องของบริการที่สำคัญ
ตัวอย่างเหตุการณ์ที่อาจทดสอบ Cyber Resilience ขององค์กร ได้แก่
หัวใจสำคัญคือ องค์กรไม่สามารถพึ่งพาการป้องกันเพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องมีแผนรองรับเมื่อระบบหยุดชะงัก และสามารถฟื้นฟูการดำเนินงานได้ตามลำดับความสำคัญของธุรกิจ
เมื่อสำนักงานหรือโรงงานไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ พนักงานอาจต้องทำงานจากบ้านหรือสถานที่อื่น ส่งผลให้การเข้าถึงระบบและข้อมูลจากภายนอกองค์กรมีความสำคัญมากขึ้น
หากระบบ Remote Access ไม่ได้รับการกำหนดค่าอย่างเหมาะสม หรือบัญชีผู้ใช้มีสิทธิ์เข้าถึงมากเกินความจำเป็น องค์กรอาจเผชิญความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้น
สิ่งที่องค์กรควรตรวจสอบ
การเตรียม Remote Work Security ล่วงหน้าช่วยให้องค์กรสามารถรองรับการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยไม่จำเป็นต้องลดมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อให้ระบบกลับมาใช้งานได้อย่างเร่งด่วน
ในช่วงเกิดน้ำท่วม ผู้ใช้อาจได้รับข้อความเกี่ยวกับการแจ้งเตือนภัย การช่วยเหลือผู้ประสบภัย การลงทะเบียนรับสิ่งของ หรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน
ผู้โจมตีอาจนำบริบทเหล่านี้มาใช้สร้างอีเมลปลอม เว็บไซต์ปลอม หรือลิงก์ที่หลอกให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสำหรับเข้าสู่ระบบ
ความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากน้ำท่วมโดยตรง แต่เกิดจากการใช้ประโยชน์จากความเร่งด่วนและความสับสนในช่วงวิกฤต
องค์กรควรดำเนินการอย่างไร?
การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรช่วยลดความเสี่ยงจาก Human Error และทำให้พนักงานมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ
น้ำท่วมอาจสร้างความเสียหายต่ออุปกรณ์ ระบบไฟฟ้า การเชื่อมต่อเครือข่าย หรือสถานที่ที่ใช้ติดตั้งระบบสำคัญขององค์กร
ผลกระทบอาจขยายเป็นลำดับจาก Infrastructure ไปสู่การให้บริการและกระบวนการทางธุรกิจ เช่น
Power & Connectivity → Network → Servers & Applications → Business Operations
หากระบบที่จำเป็นต่อการผลิต การให้บริการลูกค้า หรือการทำธุรกรรมไม่สามารถใช้งานได้ องค์กรอาจเผชิญทั้งต้นทุนจากการหยุดชะงักและความล่าช้าในการให้บริการ
องค์กรจึงควรระบุ Critical Systems และจัดลำดับความสำคัญของระบบที่ต้องกู้คืนก่อน พร้อมตรวจสอบความพร้อมของระบบสำรองและช่องทางสื่อสารเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
สำหรับองค์กรที่มีโรงงานหรือระบบ IT/OT ควรประเมินผลกระทบต่อระบบควบคุมการผลิตและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของบุคลากรและกระบวนการหยุดระบบอย่างเหมาะสม
การสำรองข้อมูลเป็นองค์ประกอบสำคัญของ Data Protection และ Disaster Recovery แต่การมี Backup ไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะสามารถกลับมาดำเนินงานได้ทันทีเสมอไป
หากข้อมูลสำรองเสียหาย ไม่เป็นปัจจุบัน ไม่สามารถเข้าถึงได้ หรือใช้เวลากู้คืนนานเกินกว่าที่ธุรกิจยอมรับได้ ก็อาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินงาน
องค์กรควรตรวจสอบกระบวนการกู้คืนตั้งแต่ต้นจนจบ
Backup → Restore → Validate → Resume Operations
ประเด็นที่ควรประเมิน ได้แก่
นอกจากนี้ องค์กรควรพิจารณา RTO (Recovery Time Objective) ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะเวลาในการกู้คืนระบบ และ RPO (Recovery Point Objective) ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะเวลาของข้อมูลที่ยอมรับได้ว่าจะสูญเสียไปเมื่อเกิดเหตุการณ์
การกำหนด RTO และ RPO ควรอิงกับความสำคัญของระบบและผลกระทบที่ธุรกิจยอมรับได้
Business Continuity Plan (BCP) และ Disaster Recovery Plan (DRP) มีบทบาทสำคัญในการเตรียมองค์กรให้พร้อมรับมือกับการหยุดชะงัก แต่ทั้งสองแผนมีจุดเน้นที่แตกต่างกัน
เมื่อเกิดน้ำท่วม องค์กรอาจจำเป็นต้องใช้สถานที่สำรอง เปลี่ยนรูปแบบการทำงาน หรือกู้คืนระบบจากสภาพแวดล้อมอื่น ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้าน Cybersecurity ที่อาจเกิดขึ้นร่วมกัน
ดังนั้น ทั้งสามแผนควรเชื่อมโยงกัน และควรมีการทดสอบสถานการณ์จำลอง เพื่อให้ผู้บริหาร ทีม IT ทีม Cybersecurity และเจ้าของกระบวนการทางธุรกิจเข้าใจบทบาทและขั้นตอนการทำงานของตนเอง
การสร้าง Cyber Resilience ควรครอบคลุมทั้ง People, Process และ Technology ไม่ใช่การลงทุนในเครื่องมือรักษาความปลอดภัยเพียงอย่างเดียว
การประเมินความพร้อมอย่างสม่ำเสมอช่วยให้องค์กรมองเห็นช่องว่างและจัดลำดับการปรับปรุงตามความเสี่ยงและความสำคัญของธุรกิจ
องค์กรสามารถใช้รายการต่อไปนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการประเมินความพร้อม
☐ พนักงานสามารถเข้าถึงระบบจากภายนอกได้อย่างปลอดภัย
☐ ระบบ Remote Access มี MFA และการควบคุมสิทธิ์ที่เหมาะสม
☐ อุปกรณ์ Endpoint ได้รับการป้องกันและตรวจสอบสถานะความปลอดภัย
☐ ระบบสำคัญมี Backup ที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง
☐ มีการทดสอบ Restore และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
☐ มี Disaster Recovery Plan ที่เป็นปัจจุบัน
☐ มี Business Continuity Plan ที่ครอบคลุมกระบวนการสำคัญ
☐ มี Cyber Incident Response Plan และช่องทางแจ้งเหตุที่ชัดเจน
☐ ทีมงานเข้าใจบทบาทและขั้นตอนการตอบสนองเมื่อเกิดเหตุการณ์
☐ มีการทดสอบแผนและปรับปรุงจากผลการทดสอบอย่างสม่ำเสมอ
รายการนี้เป็นแนวทางตรวจสอบเบื้องต้น ไม่ใช่การรับรองระดับความปลอดภัยขององค์กร การประเมินเชิงลึกควรพิจารณาโครงสร้างระบบ ความเสี่ยง และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องของแต่ละองค์กร
เมื่อเกิดน้ำท่วม สิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญไม่ได้มีเพียงการปกป้องสถานที่ทำงานและอุปกรณ์เท่านั้น แต่รวมถึงการรักษาความปลอดภัยของระบบ IT การปกป้องข้อมูล และความสามารถในการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง
Cyber Resilience ไม่ได้หมายถึงการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ทุกประเภท แต่หมายถึงการเตรียมพร้อม รับมือ ฟื้นฟู และดำเนินงานต่อได้อย่างเป็นระบบ
องค์กรจึงควรเชื่อมโยง Cybersecurity, Backup & Recovery, Disaster Recovery และ Business Continuity เข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป และลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
Prepare for Flood. Prepare for Cyber Risk. Prepare for Business Continuity.
BigFish ให้บริการด้าน Cybersecurity ตั้งแต่การออกแบบและติดตั้งโซลูชัน การประเมินความเสี่ยงและทดสอบช่องโหว่ ไปจนถึง Cybersecurity-as-a-Service และการให้คำปรึกษาด้าน Information Security Management และ Business Continuity Management เพื่อสนับสนุนองค์กรในการประเมินความพร้อมและวางแนวทางจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
ศึกษาบริการเพิ่มเติมได้ที่ www.bigfish.co.th
ขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมทุกคน รวมถึงเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่กำลังให้ความช่วยเหลือ ขอให้ทุกคนปลอดภัยและสถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว
น้ำท่วมอาจกระทบต่อสำนักงาน โรงงาน ระบบไฟฟ้า Network และ IT Infrastructure ทำให้ระบบหยุดชะงักหรือจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน นอกจากนี้ สถานการณ์ฉุกเฉินอาจถูกนำมาใช้เป็นบริบทของการโจมตีแบบ Phishing และ Social Engineering องค์กรจึงควรเตรียมทั้งมาตรการ Cybersecurity และแผนฟื้นฟูระบบ
Cybersecurity มุ่งเน้นการป้องกัน ตรวจจับ และตอบสนองต่อภัยคุกคาม ขณะที่ Cyber Resilience ครอบคลุมความสามารถในการเตรียมพร้อม รับมือ ฟื้นฟู และดำเนินธุรกิจต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อระบบและการดำเนินงาน
ไม่เสมอไป องค์กรต้องตรวจสอบว่าสามารถกู้คืนข้อมูลและระบบได้จริง รวมถึงทดสอบระยะเวลาการกู้คืน ความถูกต้องของข้อมูล และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการกลับมาดำเนินธุรกิจ
BCP มุ่งเน้นการรักษาความต่อเนื่องของกระบวนการทางธุรกิจ ส่วน DRP มุ่งเน้นการกู้คืนระบบ IT และข้อมูล ทั้งสองแผนควรสอดคล้องกันและเชื่อมโยงกับแผนตอบสนองต่อ Cyber Incident
ควรเริ่มจากการระบุระบบและกระบวนการทางธุรกิจที่สำคัญ วิเคราะห์ผลกระทบจากการหยุดชะงัก ประเมินความเสี่ยงด้าน IT และ Cybersecurity จากนั้นกำหนดแผน BCP/DRP ตรวจสอบ Backup และทดสอบการกู้คืนอย่างสม่ำเสมอ